วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์11สื่อเสียง


Course Descriptionแนวคิดสื่อเสียง ลักษณะของสื่อเสียง ประเภทของสื่อเสียง การวางแผน การเตรียมการ การผลิตสื่อเสียงด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเสียงด้วยระบบแถบบันทึกเสียง การบันทึกเสียงด้วยคอมพิวเตอร์ การประเมินสื่อเสียง การดูแลรักษาสื่อเสียง แนวโน้มของสื่อเสียง วัสดุอุปกรณ์เพื่อการผลิตสื่อเสียง เน้นความมานะพยายาม ในการสร้างสรรค์งานอย่างพิถีพิถัน และประณีต42 การผลิตสื่อเสียง 1
Audio Production 1 ศึกษาองค์ประกอบ และปัจจัยที่มีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตเสียงเพื่อใช้ในสื่อต่าง ๆ ศึกษาคุณสมบัติของเสียง อุปกรณ์ และเครื่องมือในการบันทึกเสียงขั้นพื้นฐานฝึกหัดใช้เครื่องมือเพื่อการบันทึกเสียงประเทภต่าง ๆ การปรับปรุงและแก้ไขเสียงที่ได้จากการบันทึกในแต่ละสถานการณ์ การตัดต่อเสียง และการดูแลรักษาอุปกรณ์ การผลิตสื่อเสียง 2
Audio Production 2 ศึกษาบทบาทของเสียงในสื่อต่าง ๆ เทคโนโลยีการบันทึกเสียงทั้งในระบบการผลิตและ การนำเสนอสื่อ ในรูปของภาพยนตร์ โทรทัศน์ สไลด์ประกอบเสียง มัลติมีเดีย ฯลฯ ฝึกทักษะด้านการผลิตสื่อเสียงคราบตามขั้นตอน ทั้ง Wild Sound และ Sync Sound รวมไปถึงการทำต้นฉบับเพื่องานภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สื่อโสตทัศน์สื่อเสียงและสื่อทางทัศนะ7
การรับรู้และสื่อโสดทัศน์ด้วยกระบวนการรับสารสนเทศจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว คนเราใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อรับสารและก่อให้เกิดการเรียนรู้ ทรัชเลอร์ได้นำเสนอข้อสรุปที่น่าสนใจซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างประสาทสัมผัสของคนเราไว้ มุมมองของทรัชเลอร์ข้างต้นได้รับอิทธิพลมาจากงานเขียนของนักวิชาการหลายท่านการสื่อสารข้อมูลจากผู้สอนไปยังผู้เรียนจึงควรใช้สื่อที่ผู้เรียนสามารถรับรู้ได้ด้วยตาและหู ทั้งนี้นอกจากสื่อโสตทัศน์จะมีความสำคัญในการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องกับการจำ การรับรู้ ของบุคคลและในการเรียนของผู้เรียนอีกด้วย
ความสำคัญของสื่อโนตทัศน์ในการเรียนการสอนในการเรียนการสอนนั้นผู้สอนย่อมตระหนักดีว่ายิ่งให้ผู้เรียนมีการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสหลายช่องทางจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะหากมีการให้ข้อมูลเสียงและภาพอย่างเหมาะสมในระหว่างการเรียนการสอนแล้วย่อมทำให้ผู้เรียนมีการรับรู้หลายช่องทางมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เนื่องจากรูปแบบการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนจะแตกต่างกัน การใช้เสียงและภาพในการเสนอเนื้อหาด้วยสื่อโสตทัศน์จะทำให้ง่ายต่อผู้เรียนแต่ละคนในการปรับการรับรัของตนให้เหมาะสมรับรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนจึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีเสียงและภาพเพื่อเลือกใช้สื่อโสตทัศน์ทั้งวัสดุอุปการณ์ในการเรีนการสอนเพื่อให้ได้เนื้อหาอย่างมีความหมายสมบูรณ์ครบถ้วน
จากสื่อพื้อฐานถึงสื่อดิจิทัลสือเนื่องจากกรวยประสบการณ์ของเดลที่มีการแบ่งสื่อออกเป็ฯ 3 ประเภทใหญ่ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคนิควิธีการ โดยใช้สื่อโสตทัศน์เป็นสำคัญ และถึงแม้จะเป็ฯเทคนึควิธีการแต่ในบางวิธีการจะมีการใช้สื่อโสตทัศน์ใช้ประกอบอยู่ด้วย จึงทำให้เห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดและเทคโนโลยีก้าวหน้าไปเพียงใดก็ตามสื่อโสตทัศน์ยังคงมีความสำคัญอยู่เสมอในการสื่อสารของคนเรา โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหมีให้กับวัสดุอุปกรณ์เหล่านั้น ในช่วงแรกของศตวรรษที่ 20 การเรียนการสอนมีการใช้เทคโนโลยีเสียงและภาพด้วยวัสดุอถปการณ์สื่อโสตทัศน์ในการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะสื่อธรรดาและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทปเสียงและเครื่องแล่นเทป ฯลฯ สือเหล่านี้นับเป็ฯสื่อแบบดั้งเดิมหรือเรียกว่า สื่อพื้นฐาน และหากเป็นสื่ออิเล็กทรอนกส์จะเป็นสื่อระบบแอนะล็อก ในระยะต่อมาด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้มีการใช้ สื่อดิจิทัล แทนสื่อแอนะล็อกทั้งสัสดุและอุปกรณ์ตัวอย่างเช่นเดืมใช้แผ่นโปร่งใสนำเสนอเนื้อหาขึ้นจอภาพด้วยเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะแต่ปัจจถบันจะเปลี่ยนมาเป็นการใช้โปรแกรา PowerPoint นำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ในระบบดิจิทัลแทน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เทคโนยีดิจิทัลจะเปลี่ยนโฉมหน้าของสื่อโสตทัศน์ในปัจจุบันและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเถียงไม่ได้เลยว่าสื่อพื้นฐานทั้งหลายที่เคยใช้กันในห้องเรียนจะยังคงมีใช้กันอยู่อย่างแน่นอน เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกล ไปถึงการใช้ความเป็นจริงเสมือน หรอการใช้สภาพแวดล้อมเชิงเสมือน เช่น การทัศนศึกษาเสมือนแต่การเรียนบางอย่างต้องใช้การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสจากของจริง ของจำลอง และการกระทำจริง การประกอบอาหารเพื่อลิ้มรสเหล่านี้เป็นต้น ดังนั้น ผู้สอนจึงจำเป็นต้องทราบถึงคูณลักษณะและสื่อดิจิทัลให้เหมาะสมกับเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอน การแบ่งประเภทสื่อพื้นฐาน สื่ออแนะล็อก และสื่อดิจิทัล เนื่องจากในปัจจุบันมีการใข้สื่อรูปแบบต่างๆในการเรียนการสอน เพื่อให้เห็ฯภาพลักษณ์อย่างชัดเจนโดยแบ่งตามลักษณะของสื่อจากการพิจารณาตัวสื่อทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการ การใช้งาน และระบบการทำงานของอุปกรณ์ ได้แก่ สื่อพื้นฐาน สื่อระบบแอนะล็อก และสื่อระบบดิจิทัล
.สื่อพื้นฐาน เป็นสื่อรูปแบบเก่าที่ใช้กันมาแต่เดิม เช่น สิ่งพิมพ์ บัตรคำ โปสเตอร์ของจริง ของจำลอง ฯลฯ สื่อเหล่านี้สามารถผลิตขึ้นใช้เองได้และถ่ายทแดเนื้อหาได้ด้วยตัวเอง
.สื่อระบบแอนะล็อก เป็นสื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาจากวัสดุให้เห็นเป็นภาพขนาดใหญ่บนจอภาพ หรือถ่ายทอดเสียงจากวัสดุบันทึก แบ่งออกเป็น เครื่องฉาย เครื่องเสียง เครื่องแปลง/ถ่ายทอดสัญญาณ .สื่อระบบดิจิทัล เป็ฯอุปกรณ์อิเล็กทรอนิดส์ใช้ในการถ่ายทอดเนื้อหาและแปลงสัญญาณเช่นเดียวกับสื่อระบบแอนะล็อก นอกจากนี้อุปกรณ์ระบบดิจิทัลยังมีข้อดีที่สามารถนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง สื่อระบบดิจิทัลได้แก่ เครื่องแปลง/ถ่ายทอดสัญญาณ สื่อมัลติมีเดีย
เทคโนโลยีและสื่อเสียงในการเรียนการสอนการสื่อสารอย่างหนึ่งในการเรียนการสอนที่ผู้สอนทุกคนใช้เป็นประจำคือ การบรรยายด้วยเสียงของสอนเองเพื่อให้ผู้เรียนรับรู้เนื้อหาบทเรียน ทั้งนี้เพราะปกติเมื่อมีเสียงใดๆเกิดขึ้นคนเราจะรับเสียงนี้นทำให้อาจเพียงได้ยินเสียงแต่อาจไม่มีการฟัง การฟังจะเกิดขึ้นเมื่อมีกระบวนการของการได้ยินและความเข้าใจใจข้อมูลที่ส่งมา จณะเดียวกันถ้ามีการฟังอย่างตั้งใจจะเป็ฯการให้ความเอาใจใส่พิจารณาข้อมูลนั้นซึ้งจะเป็นสิ่งเร้าให้เกิดการเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้ การใช้เสียงในการเรียนการสอนจึงเป็ฯทักษะการสื่อสารสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้สอนต้องมีการฝึกฝนเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย สื่อที่ใช้เทคโนโลยีเสียงในการเรียนการสอนจะมีทั้งสื่อแอนะล็อกและสื่อดิจิทัลดังนี้
.สื่อแอนะล็อก แทปคาสเซ็ตต์ วิทยุ และเครื่องเสียง
.สื่อดิจิทัล แผ่นซีดี แผ่นดีวีดี เสียงบนอินเทอร์เน็ต และวิทยุอินเทอร์เน็ต
สื่อเสียงระบบแอนะล็อกสื่อเสียงระบบแอนะล็อกในลักษณะวัสดุและอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันในปัจจถุบันมี 3 ประเภทได้แก่ เทปคาสเซ็ตต์ วิทยุ และเครื่องเสียง
เทปคาสเซ็ตต์ เทปคาสเซ็ตต์หรือเทปตลับ เป็นสื่อเสียงที่ใช้กันมานานแล้วเพราะเป็ฯสื่อที่ใช้งาน ง่าย ประหยัด และค่อนข้องทนทาน รูปแบบเทปคาสเซ็ตต์ที่นิยมใช้กันมากอย่างหนึ่งจะอยู่ในลักษณะ หนังสือเสียง โดยบันทึกเรื่องราวที่อ่านจากหนังสือหรือเรื่องเล่าบันทึกลงเทป เพื่อให้ผู้ฟังและเรียนรู้จากเรื่องนั้นๆด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังามามรถนำเทปคาสเซ็ตต์มาช้ร่วมกับสื่ออื่นโดยจัดเป็นชุดสื่อประสสม เพื่อให้ผู้เรียนนำมาเรียนด้วยตนเองได้โดยสะดวก
วิทยุเสียงจากวิทยุเป็นสื่อดั้งเดิมอีกประเภทหนึ่งที่นิยมใช้ในการเรียนการสอน หากเป็ฯการศึกษาทางไกลจะเป็นการส่งบทเรียนไปยังผู้เรียนที่บ้านเพื่อศึกษาเพิ่มเติมประกอบกับสื่ออื่น
เครื่องเสียงเครื่องเสียงเป็ฯอุปกรณ์ที่เป็นสื่อกลางหรือตัวผ่านในการถ่ายทอดเสียงจากคนเราหรือจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆให้มีเสียงดังเพิ่มมากขึ้นเพื่อสามารถได้ยินได้ในระยะไกล การทำงานของเครื่องเสียงจะมีการรับ การขยาย และการส่งออกเสียงซึ่งเป็นระบบการเพิ่มกำลังความดังของเสียงเพื่อให้ผู้ฟังจำนวนมากได้ยินอย่างชัดเจนทั่วถึง เครื่องเสียงปัจจุบันอาจใช้แบบแยกส่วนการทำงานหรือรวมเป็ฯชุดเครื่องเสียง ได้แก่ .ภาคสัญญาณเข้า เป็ฯภาคที่เปลี่ยนคลื่นเสียงธรรมชาติให้เป็นคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียง แล้วส่งต่อไปยังภาคขยายสัญญาณ อุปกรณ์ในภาคสัญญาณเข้าได้แก่ ไมโครโฟน วิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี .ภาคขยายสัญญาณ ทำหน้าที่รับคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียงจากภาคสัญญาณเข้ามาขยายให้มีกำลังแรงมากขึ้นหรือสูงขึ้นโยไม่ผิดเฟี้ยนจากแหล่งกำเนิดเสียงอุปกรณ์ในภาคขยายสัญญาณได้แก่ เครื่องขยายเสียงประเภทต่างๆ .ภาคสัญญาณออก ทำหน้าที่รับคลื่นไฟฟ้าความถี่เสียงที่ได้รับการขยายแล้วจากภาคขยายสัญญาณ แล้วเปลี่ยนเป็นคลื่นเสียงธรรมชาติโดยมีคุณลักษณะเหมือนต้นกำเหิดเสียงทุกประการ อุปกรณ์ในภาคสัญญาณออก ได้แก่ ลำโพงชนิดต่างๆ
สื่อเสียงระบบดิจิทัลสื่อเสียงระบบดิจิทัลที่นำมาใช้ในการเรียนการสอนทั้งวัสดุและอุปกรณ์ได้แก่ แผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี เสียงจากอินเตอร์เน็ต และวิทยุอินเตอร์เน็ต
แผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดีเป็นสื่อแสง ที่บันทึกข้อมูลได้ทุกประเภท ปกติแล้วซีดีแผ่นหนึ่งจะบันทึกเสียงตามรูปแบบไฟล์มาตราฐานนาน 74 นาที 33 วินาที่เสียงที่ได้จะมีความคมชัดมากกว่าเสียงระบบแอนาล็อก การใช้แผ่นซีดี/ดีวีดีสามารถค้นหาเพื่อเล่นเสียงตอนใดก็ได้โดยไม่ต้องเสียเวลากรอเทปเหมือนการเล่นเทป
เสียงบนอินเตอร์เน็ต เสียงระบบดิจิทัลนอกจากบึนทึกลงแผ่นซีดี/ดีวีดีแล้ว ยังส่งผ่านไปบนอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร โดยการดาวน์โหลดคลิปเสียงและบันทึกลงฮาร์ดดิสก์หรือแผ่นซีดีเพื่อใช้ประกอบเนื้อหาบนเรียน และสามารถบันทึกเสียงผู้สอนในลักษณะการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อบรรยายเนื้อหาประกอบบนเรียนบนเว็บไซต์ได้ รวมถึงการให้ผู้เรียนดาวโหลดไฟล์เสียงการสอนและแนบไฟล์เสียงไปกับอีเมล์ส่งไปยังผู้เรียนได้เพื่อเปิดฟังในเวลาที่ต้องการ
วิทยุอินเทอร์เน็ตเสียงระบบดิจิทัลเมื่อนำมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยี steeaming จะทำให้การดาวน์โหลดและฟังเสียงบนอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีนี้จึงทำให้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุบนอินเทอร์เน็ตและใช้งานในลักษณะวิทยุอินเตอร์เน็ต เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทุกประเภททั้งรายการสดและที่บันทึกไว้แล้ว ผู้ฟังวิทยุบนอินเทอร์เน็ตต้องใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น Window Media Player และ Realone Player ที่ดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เน็ต
เทคโนโลยีและสื่อทางทัศนะในการเรียนการสอนคือสิ่งที่ตามองเห็น ที่เรียกโดยรวมว่า ภาพ เป็นสื่อที่สำคัญในการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มสัสันให้กับเนื้อหาบทเรียนมากกว่าการฟังคำบรรยายอย่างเดียว
การรู้ทางทัศนะและการเรียนรู้การที่คนเราจะมีการสื่อสารทางทัศนะได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องมีความรู้ในเรื่องการรู้ทางทัศนะ ( visual literact ) ก่อนเพื่อสามารถพัฒนากระบวนการสื่อสารรวมถึงความรู้ทางเทคโนโลยีในเรื่องสื่อทางทัศนะได้ เนื่องจากการรู้ทางทัศนะเป็นความเชี่ยวชาญและความชำนาญ ที่ทำให้คนเราสามารถเข้าใจสิ่งที่เห็นได้ด้วยจักษุสัมผัส และใช้สิ่งที่มองเห็นนั้นในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้
สื่อทางทัศนะขั้นพื้นฐาน เอดการ์ เดล ได้จำแนกสื่อประเภทต่างๆโดยอาศัยประสบการณ์เรียนรู้ เรียกว่ากรวยประสบการณ์ มี 8 ประเภท ได้แก่ 1. ข้อความที่ขีดเขียนหรือคำพูด 2. แผนภมู แผนสถิติ 3. รูปถ่าย แถบเสียง รายการวิทยุ 4. การชมภาพยนตร์การศึกษา 5. การชมรายการโทรทัศน์ 6. การชมนิทรรศการ 7. การออกไปทัศนศึกษานอกสถานศึกษา 8. การปฎิบัติให้ผู้เรียนสังเกต
สื่อทัศนะระบบแอนะล็อก สื่อทางทัศนะระบบแอนะล็อกเป็นวัสดุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทเสนอภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในลักษณะเครื่องฉายและเครื่องแปลงสัญญาณ ได้แก่ แผ่นโปร่งใสและเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ ฟิลม์สไลด์และเครื่องฉายสไลด์ แถบวีดีทัศน์และเครื่องเล่นวีดีทัศน์ เครื่องวิชวลไลเซอร์ โทรทัศน์วงจรเปิดและโทรทัศน์วงจรปิด กล้องถ่ายภาพ กล้องวีดิทัศน์
สื่อทางทัศนะระบบดิจิทัลคือเทคโนโลยีไร้สาย-สื่อดิจิทัล ซึ่งสื่อไร้สายและเทคโนโลยบีของสื่อนี้ได้เริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ไม่น่าเชื่อว่า ไม่ประสบความสเร็จเท่าที่ควรในประเทศไทย คือ การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ และ การใช้อิรเทอร์เน็ตผ่าน PDAS

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 10บันทึกแนวคิดการสื่อสาร 1



บทที่ 1 หลักและทฤษฎีการสื่อสาร

คำจำกัดความ
“การสื่อสาร คือ กระบวนการที่ผู้ส่งสารและผู้รับสาร มีปฏิสัมพันธ์กัน ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเฉพาะ” (จอร์จ เกิร์บเนอร์)
การสื่อสาร คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารหมายความว่า
1. การสื่อสาร อย่างน้อยจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้ จึงจะเรียกว่า “การสื่อสาร”(1) ผู้ส่งสาร หรือผู้กำหนดสาร (Sender, Source Creator) (2) สาร (Message, Information)(3) สื่อ หรือช่องทางในการนำสาร ส่งไป (Channel)(4) ผู้รับสาร (Receiver)(5) ผลการสื่อสาร (Feed back)
2. การสื่อสาร เป็นกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วย(1) การกำหนดสาร (Message Design & Source Data)(2) การส่งสารไปยังผู้รับ (Process Sending)(3) สารถึงผู้รับ และผู้รับก็รับรู้ถึงสารที่ส่งมานั้น (Awareness)
โดยปกติ ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร จะประกอบด้วยบุคคล 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ส่งสาร และฝ่ายผู้รับสาร หากผู้ส่งสาร และผู้รับสารเป็นบุคคลคนเดียวกัน เรียกว่า การสื่อสารภายในบุคคล และผู้ส่งสารมักจะเป็นผู้กำหนดสารที่จะส่งไป
สารที่จะส่งไป มักจะถูกกำหนดขึ้นทั้งจากผู้ส่งสารเอง และจากบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของวจนภาษา หรือ อวจนภาษา ก็ตาม
กรณีที่ผู้กำหนดสาร และผู้ส่งสาร เป็นบุคคลคนเดียวกัน คือ สารที่ถูกกำหนดขึ้นนั้น เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้น (Knowledge) หรือปรุงแต่งขึ้นเป็นองค์ความรู้ (Create) หรือผุดขึ้นโดยประจักษ์ (Insight) ของผู้ส่งสารนั่นเอง แล้วต้องการจะส่งสารนั้นไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้รับสาร
กระบวนการส่งสาร จะเริ่มตั้งแต่ การบรรจุสารเข้าไปในระบบการส่ง (Message Input & Sourse Input) ซึ่งประกอบด้วย สาร สื่อ เวลา โอกาส โดยอาศัยช่องทางต่างๆ เป็นพาหะพาสารไปยังผู้รับ (Process) สารที่ส่งไป อาจจะอยู่ในรูปของภาษาพูด สัญลักษณ์ อักขระ สื่อ หรือช่องทางที่ใช้ในการส่ง ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อสารนั้นจะอยู่ในรูปใด
รูปแบบ ชนิดของสาร
พาหะ - ช่องทาง
เครื่องมือ - เทคโนโลยี
เทคนิค - รูปแบบการส่งสาร
ภาษาพูดWord, Speech
บรรยากาศ อากาศ วัตถุที่สามารถพาเสียงไปได้
อวัยวะปาก, ไมโครโฟน, โทรโข่ง
Physical, Radiogram, Analog, Digital
ภาษาท่าทางAction, Behavior
ทัศนวิสัยของบรรยากาศ(สิ่งรบกวน แสง เงา สี)
อวัยวะ, อุปกรณ์สร้างสัญลักษณ์
Physical
ภาษาเขียนWriting
อักขระ อักษร (ที่ผู้ส่งและผู้รับ สามารถรับรู้ร่วมกันได้)
กระดาษ ปากกา หมึกหรือสี คอมพิวเตอร์
Physical, Analog, Digital
ภาษาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Language)– Digital – Analoge – Radio
คลื่นไฟฟ้า และคลื่นแม่เหล็ก และคลื่นวิทยุ
เครื่องรับ-เครื่องส่ง วิทยุ วิทยุโทรทัศน์ ระบบอะนาล็อก ระบบดิจิตอลคอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่าย, อินเตอร์เน็ต
Analog, Digital

ในการส่งสาร จะต้องกำหนดเวลา เพื่อให้ผู้รับสาร มีโอกาสในการรับ เวลา หมายถึง จำนวนเวลา (วินาที, นาที, ชั่วโมง) และระยะเวลา (Time หรือ ครั้ง) โอกาส หมายถึง ช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีที่ผู้รับสาร สามารถรับรู้ถึงสาร
3. การสื่อสารจะสำเร็จสมบูรณ์ ต่อเมื่อผู้ส่งสารรับทราบถึงปฏิกิริยาของผู้รับสาร หลังจากรับสารนั้นแล้ว
4. การสื่อสารจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อ ผู้รับสารเกิดการรับรู้ (Awareness) เกิดองค์ความรู้ (Knowledge) เกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น จนยอมรับข้อเสนอหรือเงื่อนไขในสารนั้น (Acceptation) หรือเกิดการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (Decision) ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavior)
5. การสื่อสารในความหมายของระบบบุญนิยม หรือ การสื่อสารบุญนิยม จะอาศัยกรอบทฤษฎีและคำอธิบายของการสื่อสารขั้นพื้นฐาน เพื่ออธิบายให้เห็นถึงพฤติกรรม กระบวนการ และผลของการสื่อสารที่มีทิศทางและเป้าหมาย จาก - ไปสู่ + (Benefit of disgorge)การจำแนกสาร

http://edtech.edu.ku.ac.th/edtech/wbi/
http://edu.pbru.ac.th/e-learning/1032101/C.doc

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่10 สื่อกราฟิก

ความหมาย และคุณค่าของสื่อกราฟิก .." กราฟิก " (Graphic) เป็นคำมาจากภาษากรีกว่า Graphikos หมายถึงการเขียนภาพด้วยสีและเขียนภาพขาวดำและคำว่า " Graphein " มีความหมายทั้งการเขียนด้วยตัวหนังสือและการสื่อความหมายโดยการใช้เส้น ....เมื่อรวมทั้งคำ Graphikos และ Graphein เข้าด้วยกัน..วัสดุกราฟิกหมายถึงวัสดุใด ๆ ซึ่งแสดงความจริง แสดงความคิดอย่างชัดเจน โดยใช้ภาพวาด ภาพเขียน และอักษรข้อความรวมกัน งานกราฟิก หมายถึง งานการวางแผนทางศิลปะและการทำหัวเรื่อง โดยรู้ขนาดและสัดส่วนหลักในการออกแบบ รวมถึงการใช้สีเป็นองค์ประกอบเพื่อเน้นและดึงดูดความสนใจให้มากขึ้น และเป็นการช่วยให้ได้รายละเอียดชัดเจนของวัสดุที่ใช้ประกอบการสอน และยังมีความหมายรวมไปถึงการผนึกภาพ ภาพถ่าย รูปถ่าย อีกด้วย คุณค่าของงานกราฟิกงานกราฟิกที่ดีจำทำให้เห็นถึงความคิดในการออกแบบเป็นเลิศ จะมีอิทธิพลโดนตรงที่จะโน้มน้าวผู้รับข้อมูล ให้เกิดความสนใจ การยอมรับ ในขณะเดียวกันยังแสดงถึง 1. เป็นสื่อกลางในการสื่อความหมายให้เกิดการเข้าใจตรงกัน 2. สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เกิดการศึกษากับกลุ่มเป้าหมายได้ 3. ช่วยให้งานเกิดความน่าสนใจ ประทับใจ แก่ผู้พบเห็น 4. ช่วยให้เกิดการกระตุ้นทางความคิด และการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว 5. ก่อให้เกิดความคิกสร้างสรรค์6. ทำใหู้พบเห็นเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งทางด้านการกระทำและความคิด การออกแบบและการสร้างสื่อกราฟิก ตัวอย่าง สื่อวัสดุกราฟิก ....หลักการออกแบบ (powerpoint)........สื่อวัสดุกราฟิก......" กราฟิก " (Graphic) เป็นคำมาจากภาษากรีกว่า Graphikos หมายถึง การเขียนภาพด้วยสีและเขียนภาพขาวดำและคำว่า " Graphein " มีความหมาย ทั้งการเขียนด้วยตัวหนังสือและการสื่อความหมาย โดยการใช้เส้น ....เมื่อรวมทั้งคำ Graphikos และ Graphein เข้าด้วยกัน..วัสดุกราฟิกหมายถึงวัสดุใด ๆ ซึ่งแสดงความจริง แสดงความคิดอย่างชัดเจน โดยใช้ภาพวาด ภาพเขียน และอักษรข้อความรวมกัน....ในหนังสือ Audiovisual Materials ซึ่งเขียนโดย Wittich & Schuller ได้แบ่งประเภทวัสดุกราฟิกไว้ดังนี้ 1. แผนสถิติ (Graphs) แบ่งออกเป็น ...1.1 แผนสถิติแบบเส้น (Line Graphs) ...1.2 แผนสถิติแบบแท่ง (Bar Graphs) ...1.3 แผนสถิติแบบวงกลม (Circle or Pie Graphs) ...1.4 แผนสถิติแบบรูปภาพ (Pictorial Graphs) ...1.5 แผนสถิติแบบพื้นที่ (Area and Solid Figure Graphs) 2. แผนภาพ (Diagrams) 3. แผนภูมิ (Charts) ...3.1 แผนภูมิแบบต้นไม้ (Tree Charts) ...3.2 แผนภูมิแบบสายน้ำ (Stream Charts) ...3.3 แผนภูมิแบบองค์การ (Organization Charts) ...3.4 แผนภูมิแบบต่อเนื่อง (Flow Charts) ...3.5 แผนภูมิแบบเปรียบเทียบ (Comparision Charts) ...3.6 แผนภูมิแบบตาราง (Tabular Charts) ...3.7 แผนภูมิแบบวิวัฒนาการ (Experience Charts) ...3.8 แผนภูมิแบบอธิบายภาพ (Achivement Charts) 4. ภาพโฆษณา (Posters) 5. การ์ตูน (Cartoon) 6. ภาพวาด (Drawing) 7. ภาพถ่าย (Photography) 8. ภาพพิมพ์ (Printing) 9. สัญลักษณ์ (Symbols)

http://aphichit-siriwong.blogspot.com/2007/09/5.html
http://teeraphong.blogspot.com/2007/09/blog-post_6935.html

สัปดาห์ที่10การผลิตสื่อการสอน

องค์ประกอบของการผลิตสื่อการสอนที่มีคุณภาพ ปัจจัยความสำเร็จของการสร้างสื่อการสอนที่มีคุณภาพ จึงอยู่ที่ความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคลากรทั้ง 4 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ให้เข้าใจเนื้อหาและวัตถุประสงค์ตรงกัน และทำงานร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนกันองค์ประกอบของการผลิตสื่อการสอนที่มีคุณภาพ ถ้าพูดในแง่ของบุคลากร จะประกอบด้วย 1. Subject matter expert (SME) หรือ Content expert เป็นบุคคลที่เป็นเจ้าของเนื้อหา เช่น ครู อาจารย์ หรือ เจ้าหน้าที่ในหน่วยต่าง ๆ ที่มีเนื้อหาที่ตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ 2. Graphic designer เป็นบุคคลที่สร้างสื่อประสม เช่น ภาพ รูปวาด ไดอะแกรม เสียง เพลง ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น เป็นต้น ในมุมมองที่ Content expert ต้องการ 3. Instructional designer เป็นบุคคลที่ออกแบบคำสอนว่า ควรจะสื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้อย่างไร ในรูปแบบใด 4. Computer programmer เป็นบุคคลที่เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อร้อยเนื้อหาของ Content expert และสื่อประสมต่างๆ ของ Graphic designer เข้าด้วยกัน ให้อยู่ในรูปแบบการนำเสนอของ Instructional designer ในปัจจุบัน เนื่องจากมีโปรแกรมสร้างสื่อการสอนที่สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ดังนั้น Content expert อาจเรียนรู้เป็น Computer programmer ได้ไม่ยากนัก และมักจะสอนมานานจึงมีความสามารถในการออกแบบคำสอนได้พอสมควร จึงพอจะอนุโลมว่าสามารถเป็น Instructional designer ได้ในตัว แต่มักพบว่าการเป็น Graphic designer จะกระทำได้ยากเนื่องจากศิลปการทำกราฟิกส์หรือมัลติมีเดียนั้น ต้องการความเป็นศิลปส่วนบุคคลซึ่งเรียนรู้ได้ยากกว่าความเป็นศาสตร์ที่ Content expert รู้อยู่แล้ว รวมทั้งการเขียนโปรแกรมและการออกแบบคำสอน ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยความสำเร็จของการสร้างสื่อการสอนที่มีคุณภาพ จึงอยู่ที่ความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคลากรทั้ง 4 ประเภทดังกล่าวข้างต้น ให้เข้าใจเนื้อหาและวัตถุประสงค์ตรงกัน และทำงานร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนกัน ระบบการผลิตสื่อการสอน 1. สำรวจความต้องการ การผลิตสื่อเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง จะต้องสำรวจความต้องการของผู้ใช้ ความต้องการของผู้ใช้อาจจะได้มาจากการแสดงความต้องการของผู้ใช้โดยตรง หรือจากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสำรวจ 2. กำหนดเป้าหมายการผลิต เมื่อทราบความต้องการของผู้ใช้แล้ว ก็จะนำเอาความต้องการมาประเมิน จัดลำดับความสำคัญ แล้วกำหนดเป้าหมายการผลิต 3. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายย่อมมีความแตกต่างกันในด้านคุณลักษณะบางประการ ผู้ผลิตจะต้องศึกษาแนวโน้มความแตกต่างของกลุ่มในด้านต่าง ๆ 4. กำหนดจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม การกำหนดจุดมุ่งหมายการผลิตสื่อ ควรกำหนดเป็นจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมเพื่อให้สามารถตรวจสอบผลได้ 5. วิเคราะห์และจัดทำเนื้อหา โดยนำเนื้อหาที่จะผลิตสื่อมาวิเคราะห์หาความเหมาะสมในการจัดรูปแบบการนำเสนอและจัดลำดับเรื่องราว 6. เลือกประเภทสื่อที่จะผลิต เนื้อหาหนึ่ง ๆ อาจผลิตสื่อได้หลายประเภท ในการตัดสินใจว่าจะผลิตเป็นสื่อประเภทใดนั้น จะต้องนำมาพิจารณาหาความเหมาะสมอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาองค์ประกอบเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการผลิต ลักษณะของเนื้อหา ขีดความสามารถในการผลิตของหน่วยงานผลิตหรือผู้ผลิต เป็นต้น 7. ผลิตสื่อ กระบวนการผลิตสื่อจะต้องแตกต่างกันไปตามประเภทของสื่อ เช่น สื่อประเภทเรื่องราวต่อเนื่อง ก็จะต้องจัดทำบัตรเรื่อง เขียนบท ถ่ายทำ บันทึกเสียง ถ้าเป็นสื่อประเภทวัสดุสามิติ ก็ต้องเขียนโครงร่างการออกแบบ ทำพิมพ์เขียวก่อน เป็นต้น 8. ทดลองเบื้องต้น เป็นการทดลองเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเบื้องต้น เช่น ภาษา ขนาด สัดส่วน และคุณภาพทางเทคนิคอื่น ๆ เป็นต้น อาจทำเป็นขั้นตอนย่อย ๆ เป็นต้นว่า ทดลอง 1 คน 3 คน 6 คน 9. ทดลองภาคสนาม เป็นการนำสื่อไปทดลองกับกลุ่มผู้เรียนจริง แล้วเก็บรวบรวมข้อมูล ประสิทธิภาพของสื่อนั้น ๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้ดี ก่อนการนำออกไปใช้จริง 10. การนำไปใช้และปรับปรุง การนำสื่อที่ผ่านการทดลองภาคสนามแล้วไปใช้อาจจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง เมื่อนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน จึงควรแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะ

http://gotoknow.org/blog/edutech/5693
http://www.geocities.com/inno41/rbkpls.htm

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สัปดาห์ที่ 10บันทึกแนวคิดการสื่อสาร


บทที่ 1 หลักและทฤษฎีการสื่อสาร

คำจำกัดความ
“การสื่อสาร คือ กระบวนการที่ผู้ส่งสารและผู้รับสาร มีปฏิสัมพันธ์กัน ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเฉพาะ” (จอร์จ เกิร์บเนอร์)
การสื่อสาร คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นปฏิสัมพันธ์กัน ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารหมายความว่า
1. การสื่อสาร อย่างน้อยจะต้องมีองค์ประกอบต่อไปนี้ จึงจะเรียกว่า “การสื่อสาร”(1) ผู้ส่งสาร หรือผู้กำหนดสาร (Sender, Source Creator) (2) สาร (Message, Information)(3) สื่อ หรือช่องทางในการนำสาร ส่งไป (Channel)(4) ผู้รับสาร (Receiver)(5) ผลการสื่อสาร (Feed back)
2. การสื่อสาร เป็นกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วย(1) การกำหนดสาร (Message Design & Source Data)(2) การส่งสารไปยังผู้รับ (Process Sending)(3) สารถึงผู้รับ และผู้รับก็รับรู้ถึงสารที่ส่งมานั้น (Awareness)
โดยปกติ ผู้ส่งสาร และผู้รับสาร จะประกอบด้วยบุคคล 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ส่งสาร และฝ่ายผู้รับสาร หากผู้ส่งสาร และผู้รับสารเป็นบุคคลคนเดียวกัน เรียกว่า การสื่อสารภายในบุคคล และผู้ส่งสารมักจะเป็นผู้กำหนดสารที่จะส่งไป
สารที่จะส่งไป มักจะถูกกำหนดขึ้นทั้งจากผู้ส่งสารเอง และจากบุคคลอื่น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของวจนภาษา หรือ อวจนภาษา ก็ตาม
กรณีที่ผู้กำหนดสาร และผู้ส่งสาร เป็นบุคคลคนเดียวกัน คือ สารที่ถูกกำหนดขึ้นนั้น เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้น (Knowledge) หรือปรุงแต่งขึ้นเป็นองค์ความรู้ (Create) หรือผุดขึ้นโดยประจักษ์ (Insight) ของผู้ส่งสารนั่นเอง แล้วต้องการจะส่งสารนั้นไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้รับสาร
กระบวนการส่งสาร จะเริ่มตั้งแต่ การบรรจุสารเข้าไปในระบบการส่ง (Message Input & Sourse Input) ซึ่งประกอบด้วย สาร สื่อ เวลา โอกาส โดยอาศัยช่องทางต่างๆ เป็นพาหะพาสารไปยังผู้รับ (Process) สารที่ส่งไป อาจจะอยู่ในรูปของภาษาพูด สัญลักษณ์ อักขระ สื่อ หรือช่องทางที่ใช้ในการส่ง ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อสารนั้นจะอยู่ในรูปใด
รูปแบบ ชนิดของสาร
พาหะ - ช่องทาง
เครื่องมือ - เทคโนโลยี
เทคนิค - รูปแบบการส่งสาร
ภาษาพูดWord, Speech
บรรยากาศ อากาศ วัตถุที่สามารถพาเสียงไปได้
อวัยวะปาก, ไมโครโฟน, โทรโข่ง
Physical, Radiogram, Analog, Digital
ภาษาท่าทางAction, Behavior
ทัศนวิสัยของบรรยากาศ(สิ่งรบกวน แสง เงา สี)
อวัยวะ, อุปกรณ์สร้างสัญลักษณ์
Physical
ภาษาเขียนWriting
อักขระ อักษร (ที่ผู้ส่งและผู้รับ สามารถรับรู้ร่วมกันได้)
กระดาษ ปากกา หมึกหรือสี คอมพิวเตอร์
Physical, Analog, Digital
ภาษาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Language)– Digital – Analoge – Radio
คลื่นไฟฟ้า และคลื่นแม่เหล็ก และคลื่นวิทยุ
เครื่องรับ-เครื่องส่ง วิทยุ วิทยุโทรทัศน์ ระบบอะนาล็อก ระบบดิจิตอลคอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่าย, อินเตอร์เน็ต
Analog, Digital

ในการส่งสาร จะต้องกำหนดเวลา เพื่อให้ผู้รับสาร มีโอกาสในการรับ เวลา หมายถึง จำนวนเวลา (วินาที, นาที, ชั่วโมง) และระยะเวลา (Time หรือ ครั้ง) โอกาส หมายถึง ช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีที่ผู้รับสาร สามารถรับรู้ถึงสาร
3. การสื่อสารจะสำเร็จสมบูรณ์ ต่อเมื่อผู้ส่งสารรับทราบถึงปฏิกิริยาของผู้รับสาร หลังจากรับสารนั้นแล้ว
4. การสื่อสารจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อ ผู้รับสารเกิดการรับรู้ (Awareness) เกิดองค์ความรู้ (Knowledge) เกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่น จนยอมรับข้อเสนอหรือเงื่อนไขในสารนั้น (Acceptation) หรือเกิดการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (Decision) ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavior)
5. การสื่อสารในความหมายของระบบบุญนิยม หรือ การสื่อสารบุญนิยม จะอาศัยกรอบทฤษฎีและคำอธิบายของการสื่อสารขั้นพื้นฐาน เพื่ออธิบายให้เห็นถึงพฤติกรรม กระบวนการ และผลของการสื่อสารที่มีทิศทางและเป้าหมาย จาก - ไปสู่ + (Benefit of disgorge)
การจำแนกสาร

http://edtech.edu.ku.ac.th/edtech/wbi/
http://edu.pbru.ac.th/e-learning/1032101/C.doc